กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สอนขับรถปิ่นเกล้า,เรียนขับรถ,สอนขับรถราคาถูก

 ลืมรหัสผ่าน
 ลงทะเบียน
ค้นหา
แท็กยอดนิยม: ภาษาไทย แจก discuz
1เฟรม

หน้า 3

การเตรียมพร้อมก่อนการขับ

            เมื่อเราขึ้นนั่งประจำที่คนขับ ก่อนจะ เสียบกุญแจ เพื่อติดเครื่องยนต์ ต้องตรวจดูว่าคันเกียร์อยู่ในตำแหน่ง เกียร์ว่าง หรือไม่ โดยการกดหาสปริงเกียร์ถอย เมื่อแน่ใจว่า เกียร์ว่าง แล้ว จึงเสียบกุญแจเพื่อสตาร์ทเครื่อง   ( ถ้าเกียร์ไม่ว่างเมื่อเครื่องติดรถจะพุ่งทันที ) และ   ก่อนจะบิดกุญแจ เพื่อสตาร์ทเครื่องต้องดูอีกว่า   สวิทช์แอร์ต้องอยู่ในตำแหน่งปิด เพื่อให้มอเตอร์สตาร์ทได้รับกำลังไฟเต็มที่   จะทำให้เครื่องยนต์ติดง่าย   แล้วจึงบิดกุญแจ
            การบิดกุญแจจะต้องบิดไปทีละจังหวะจนถึง จังหวะสุดท้าย   จะมีไฟสีแดงเป็นรูปแบตเตอรี่ และรูปกาน้ำมันเครื่อง หรือไฟสีแดงที่เป็นรูปต่างๆ  ไฟดังกล่าวเมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วจะต้องดับทุกดวง   ถ้าไม่ดับแสดงว่ารถมีความผิดปกติ   ต้องรีบดับเครื่องยนต์และหาสาเหตุให้พบ และในจังหวะสุดท้ายนี้ถ้า   บิดกุญแจต่อ  จะมีสปริง    ให้บิดกุญแจจนสุดแล้วปล่อยทันที เครื่องยนต์ก็จะติด   ไม่ต้องบิดกลับ   เพราะมือจะช้ากว่าสปริง   ถ้าเราบิดกุญแจกลับเองจะเรียกว่า  “ แช่กุญแจ ”   หากทำบ่อยๆเครื่องจะติดยากขึ้นเรื่อยๆ และมีผลทำให้ระบบไฟของรถผิดปกติได้
            ในขณะสตาร์ทไม่ควรเหยียบคันเร่ง   เพราะจะมีผลทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงท่วม   เครื่องยนต์อาจติดยาก   เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วจึงเปิดสวิทช์แอร์   แล้วปรับเบาะที่นั่ง

การปรับเบาะที่นั่ง

            ในกรณีที่เป็นรถเกียร์ธรรมดา   ( เกียร์กระปุก )    การปรับเบาะที่นั่งให้เหมาะสมกับการขับ ต้องนั่งให้ชิดพนักพิงแล้วใช้อุ้งเท้าซ้ายเหยียบแป้นคลัตช์ให้สุด   ( แป้นคลัตช์ติดกับตัวถังรถ )   ถ้าเหยียบไม่สุด   ให้ปรับเบาะไปทางด้านหน้าจนสามารถเหยียบจนสุด   เมื่อเหยียบสุดแล้วเข่าต้องตึง   ถ้าเหยียบสุดแล้วเข่าไม่ตึง   ให้ปรับเบาะเลื่อนมาข้างหลัง   มิฉะนั้นจะเมื่อยเข่าในขณะขับ   จากนั้นให้ปรับกระจกมองข้าง  ซ้าย - ขวา   ให้เห็นด้านข้างของรถเรา   ( เมื่อชะโงกเล็กน้อย ) และปรับกระจกมองหลัง   ให้เห็นกระจกบังลมหลังทั้งบาน   จึงคาดเข็มขัดนิรภัย

การขับรถเดินหน้า
            เริ่มจากเหยียบคลัตช์ให้สุดแล้วเข้าเกียร์ 1   (  ต้องเริ่มจากเกียร์1เสมอแม้ว่าจะเป็นรถกระบะที่ไม่ได้บรรทุกสิ่งของก็ตาม  )   จากนั้นจึงค่อยๆถอนคลัตช์  (ปล่อยคลัตช์)   การถอนคลัตช์ให้งอเข่าดึงส้นเท้าขึ้นมาช้าๆ  ( ช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้ )    จนกว่ารถจะเคลื่อนตัว   เมื่อรถเคลื่อนให้นิ่งเท้าไว้   ( ยันแป้นคลัตช์ให้นิ่งอยู่กับที่ )   เรียกว่าเลี้ยงคลัตช์”    จากนั้นเหยียบคันเร่งเบาๆแล้วค้างไว้   ค่อยๆถอนคลัตช์ขึ้นช้าๆจนกว่าจะสุด   เมื่อถอนคลัตช์สุดแล้ว   ค่อยเหยียบคันเร่งต่อ   แล้วเปลี่ยนเกียร์ให้สูงขึ้นตามความเร็วที่เราต้องการ   ( การเปลี่ยนเกียร์ให้สูงขึ้นต้องเปลี่ยน ตามลำดับ คือ จากเกียร์ 1 เป็นเกียร์ 2 จากเกียร์ 2 เป็นเกียร์ 3 จากเกียร์ 3 เป็นเกียร์ 4 และจากเกียร์ 4 เป็นเกียร์ 5 )   ส่วนการลดเกียร์ให้ต่ำลงสามารถลดข้ามเกียร์ได้คือ   จากเกียร์ 5 สามารถลดเหลือเกียร์ 1 ได้   ถ้าความเร็วลดเหลือน้อยกว่า 10 กม./ ชม.   ( ขึ้นอยู่กับความเร็วในขณะก่อนที่เราจะเข้าเกียร์นั้น )   การลดความเร็วของรถหรือการชะลอรถ   ต้องลดจากคันเร่งก่อน แล้วตามด้วยการเบรก   ไม่ควรลดเกียร์ต่ำลง  เพื่อลดความเร็ว   ยกเว้น กรณีเบรกมีปัญหา   ( เบรกด้วยเกียร์ )

การเปลี่ยนเกียร์

            ก่อนจะเปลี่ยนเกียร์ทุกครั้งต้องลากเกียร์เพื่อส่งกำลังให้เกียร์ถัดไป   การลากเกียร์หมายถึง จังหวะที่เราปล่อยคลัตช์ได้สุด   แล้วเหยียบคันเร่งมากๆ   เมื่อลากเกียร์แล้ว ต้องปลดเกียร์ว่างก่อน   ( ก่อนจะปลดเกียร์ว่างต้องเหยียบคลัตช์ให้สุด แล้วยกหรือปล่อยคันเร่งทันที จากนั้นค่อยปลดคันเกียร์ )   ต้องปล่อยมือให้พ้นจากคันเกียร์   เพื่อให้คันเกียร์ปรับตัวเองเข้าไปอยู่ที่เซ็นเตอร์   จึงจะเป็นการปลดเกียร์ว่าง
            การปลดเกียร์ว่างเป็นการแยกล้อออกจากเครื่อง จึงทำให้เครื่องหมุนแต่ล้อสามารถนิ่งได้ เมื่อหยุดรถ เครื่องจึงไม่ดับ

 

การเปลี่ยนเกียร์ทุกครั้งจึงควร ปล่อยมือให้พ้นจากคันเกียร์ ในตำแหน่งเกียร์ว่างก่อน

เพื่อป้องกันการเข้าผิดเกียร์ แล้วจึงค่อยเข้าเกียร์ตามที่ต้องการ

 


            การขับรถเดินหน้าให้ตรงทาง ถนนที่มีเส้นแบ่งช่องจราจร หรือ เลนส์ ให้สังเกตจากการมอง มุมหน้ารถด้านขวาแล้วขับให้ทาบเส้น เปรียบเสมือนเราขับชิดกำแพง (เปรียบแนวเส้นเป็นกำแพง) แล้วค่อยปรับให้อยู่กลางเลนส์ โดยการมองกระจกส่องข้างทั้งซ้ายและขวา ให้ท้ายรถทั้งสองข้างห่างจากเส้นเท่ากัน สังเกตความห่างของมุมหน้ารถดังกล่าวอีกครั้ง แล้วขับให้ได้ระยะห่างเท่ากันตลอดทาง

การจอดรถ

การจอดรถชิดขอบทางด้านซ้าย

            การจอดรถชิดขอบทางด้านซ้าย ให้มองหน้ารถเป็นเกณฑ์ สังเกตความลึกของหน้ารถกับขอบถนน ทำเครื่องหมายด้วยสายตา แล้วเคลื่อนรถให้ตรงตามเครื่องหมาย อย่ามองกระจกข้าง เพราะล้อหน้าจะเบียดขอบทางก่อน

การถอยรถ

            การถอยตรง

การถอยตรงมีสองลักษณะ

ลักษณะที่ 1 การถอยตรงแบบมองกระจกข้าง

            ให้สังเกตความห่างของท้ายรถกับขอบถนนในกระจกข้าง แล้วถอยให้ความห่างดังกล่าวเท่ากันสม่ำเสมอตลอดทาง

ลักษณะที่ 2 การถอยตรงแบบมองท้ายรถผ่านกระจกบังลมหลัง

            ให้สังเกตความลึกของท้ายรถกับขอบถนน คล้ายกับการเดินหน้า

 

การถอยจอด

การถอยจอดระหว่างคัน ( ช่องว่างระหว่างรถ คันหน้า และ คันหลัง )

            หยุดรถให้คู่ขนานกับรถ คันหน้า ห่างประมาณ 50 .. ขับเดินหน้าตรงพร้อมกับมองกระจกข้างซ้าย เมื่อเห็นท้ายรถ คันหน้า ในกระจกจึงหยุดรถ แล้วเข้าเกียร์ถอย มองกระจกข้างซ้าย ถอยรถพร้อมกับหมุนพวงมาลัยไปทางซ้าย ระวังอย่าเบียดท้ายรถ คันหน้า * เมื่อเห็นว่าพ้นจากท้ายรถ คันหน้า แล้ว เปลี่ยนมามองกระจกข้างขวา เคลื่อนรถไปอีกจนกว่าจะเห็นกันชนหน้าทั้งหมดของรถ คันหลัง ในกระจก หยุดรถแล้วคืนพวงมาลัยให้ล้อหน้าตรง** ถอยต่อไปจนกระจกข้างซ้ายถึงท้ายรถ คันหน้า จากนั้นหมุนพวงมาลัยมาทางขวา ( ระวังท้ายรถ คันหน้า ) เมื่อหัวรถพ้นจากท้ายรถ คันหน้า ค่อยหมุนพวงมาลัยให้สุด ( หมุนขวา ) แล้วถอยจนกระทั่งรถตั้งลำตรง หยุดรถแล้วคืนพวงมาลัยให้ตรง เดินหน้าตั้งลำตรง แล้วจอดรถให้อยู่ระหว่างกลางของรถ คันหน้า และ คันหลัง

* เมื่อหมุนพวงมาลัยไปทางซ้ายแล้วถอย หัวรถจะยื่นไปทางขวา ให้ระวังรถที่มาทางด้านขวาด้วย
**ในกรณีที่มีขอบทางสูงกว่าพื้นถนน แต่ต่ำกว่าท้องรถ ให้ถอยจนกระทั่งล้อหลังชนกับขอบทาง หมุนพวงมาลัยไปทางซ้ายให้สุด แล้วขับเดินหน้าจนกระทั่งรถตั้งลำตรง ( ระวังท้ายรถคันหน้า )


Archiver|WAP|kruheng.com

GMT+8, 2017-11-20 19:28 , Processed in 0.092117 second(s), 8 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Release 20120901

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน